วันงาน Green Day 2

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา หากใครได้ผ่านไปทางสยาม พารากอน หรือได้ยืนรอขึ้นรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีสยามคงจะได้เห็นงาน Greenday ที่เกิดจากความร่วมมือของ นิตยสาร a day แผนก BEtrend และโครงการ Youth Venture Thailand ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายเพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งบูทปักป่าที่สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนทั่วไปและโครงการปลูกป่าของน้องๆ เยาวชน การออกร้านขายสินค้าและรับสมัครอาสาสมัครขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 20 องค์กร และหากสังเกตดีๆ ในงาน Greenday ก็จะมีกลุ่มวัยรุ่นเสื้อขาวหัวใจสีเขียวที่มะรุมมะตุ้มทำกิจกรรมอยู่หลายสิบคน น้องๆ กลุ่มนี้คือ “กลุ่มเยาวชนโครงการ BEgreen BEtrend”

น้องๆ กลุ่มนี้เป็นน้องๆ ที่ได้สมัครเข้าโครงการ BEgreen BEtrend ด้วยหัวใจและเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถทำอะไรดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อมได้ ตาม concept ของโครงการที่อยากชวนเด็กๆ มาเป็น “Hero” ในแบบของตัวเอง น้องๆ กว่า 40 ชีวิตได้ริเริ่มกิจกรรมตามความสนใจของตัวเองและมีโจทย์ว่าอยากให้คนกรุงเทพฯได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วย จึงเกิดเป็นกิจกรรมรวม 4 กิจกรรม คือ 1.การขายไอศรีมด้วยภาชนะรักษ์ธรรมชาติ คือ กรวยใบตอง 2. กิจกรรม Get one to be GREEN ขายเข็มกลัดที่มีข้อความเจ๋งๆ เชิญชวนรักษาสิ่งแวดล้อม 3. กิจกรรมเมล็ดพันธุ์เพื่อคนกล้า แจกเมล็ดพันธุ์ให้คนกลับบ้านเพื่อปลูกความกล้าในใจคนกรุงให้เร่ิมต้นดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่คิดหรือพูด 4.กิจกรรมชวนคนมาจดทะเบียนสมรสกับต้นไม้ เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าคุณจะดูแลรักษาต้นไม้และสิ่งแวดล้อมตลอดไป

หลังจากที่ผ่านกิจกรรมวัน Greenday โครงการ Youth Venture ได้ชวนน้องๆ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกระบวนการ After Action Review (AAR) เพื่อพูดคุยกันเรื่องการทำงานและส่ิงที่น้องๆได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน

เร่ิมจากกลุ่มต้นหญ้า ซึ่งตั้งใจทำmascot ต้นไม้จากการไปซื้อถังพลาสติกมาเจาะก้นออก เย็บผ้ามาประกอบเป็นลำต้นและใบ จากผ้าที่ใจดีสู้เสือไปขอมาฟรี (เพราะพี่ youth venture บอกว่าถ้าน้องๆ ใช้เงินทำงาน เอะอะก็ใช้เงินซื้อ น้องๆ จะไม่ได้เรียนรู้) แม้ว่าจะเย็บผ้ากันไม่เป็น แต่กำลังใจจากเพื่อนๆ ที่ล้อมวงกันให้กำลังใจ ก็ทำให้น้องๆ ทำสำเร็จและภูมิใจในผลงาน ที่ก่อนหน้าจะลงมือทำ ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะทำ mascotเองได้ นอกจากนั้นเมื่อทำกล่องรับบริจาคจากกล่องกระดาษและกระดาษสีเสร็จ เมื่อหอบข้าวของขึ้นรถไฟฟ้า ก็มีพี่ใส่ชุดเหมือนเป็นพนักงานบริษัทเห็นกล่องบริจาคก็เข้ามาคุยด้วย เห็นว่าน้องตั้งใจจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็หยอดทันที 50 บาท พี่คนนี้ ชื่อพี่โบ้ก็ยังตามมาดูกิจกรรมของเด็กๆ ในวันงาน Greenday ด้วย แม้เงินจะไม่มาก และเพียงแค่คนแปลกหน้าหนึ่งคน น้องๆ ต้นหญ้าก็ได้กำลังใจอักโขในการทำสิ่งดีไปอีกนาน

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสที่ฟังดูดีในความคิดของน้องๆ ฟังดูไม่ค่อยดีในความคิดของผู้ใหญ่หลายๆ คนที่น้องๆ ได้คุยด้วย น้องๆ สู้หาใบทะเบียนสมรสของจริงมา แล้วหาที่ปรินท์โดยไม่ต้องเสียเงิน แม้จะมีคนตอบใส่หน้าในงาน Greenday ว่า “บ้า ใครจะแต่งงานกับต้นไม้” แต่ระหว่างทางที่เดินทางมาสยาม น้องๆ ก็กล่อมคุณลุงขับแท็กซี่ให้เป็นคนแรกที่ยอมจรดปากกาเซ็นต์ชื่อ แต่งงานกับต้นไม้ และลงสัญญาใจว่าจะดูแลสิ่งแวดล้อม

บูธขายไอติมก็มีวีรกรรมไม่น้อยหน้าน้องมัธยมกลุ่มต้นหญ้า เพราะแต่ละคนในทีมก็เพ่ิงเรียนจบมหาวิทยาลัย มีธุระรัดตัว สุดท้ายกรวยใบตองก็กลายเป็นธุรกิจครอบครัว ที่ไปตกที่คุณแม่และญาติที่ต้องมาช่วยกันทำตั้งแต่มานั่งคิดว่ากรวยจะต้องม้วนยังไงให้ใส่ไอติมได้ และมีแรงงานนักเรียนเปียโนของครูพลอยเป็นกองทัพมดให้กรวยหลายร้อยใบเสร็จสิ้นภายในสองวัน นอกจากนั้นในวันงานไอติมที่สั่งจากมหาชัยยังทุลักทุเลกว่าจะเดินทางมาถึงสยามได้ เพราะคนขับรถส่งไอติมที่ดูสติสตังค์ไม่ดีแต่จิตใจงดงาม ทำให้ไอติมมาถึงได้ เพราะความเห็นใจเด็กๆ ที่ไม่สามารถไปขนไอติมมาด้วยตัวเองจากจุดนัดรับของได้

บูธต้นกล้าก็เรียกคนเข้ามาร่วมกิจกรรมเขียนไอเดียช่วยโลกได้ตลอดเวลา มีการเล่นไวโอลิน มีการเดินออกนอกบูธไปแจกเมล็ดพันธุ์

บูธเข็มกลัดฝึกให้น้องๆ หัดขายของ หลายๆ คนไม่เคยขายอะไรมาก่อน แต่เมื่อสวมวิญญาณแม่ค้า เพราะอยากให้คนมีเข็มกลัดที่เตือนให้ดูแลโลกร่วมกัน น้องก็เรียนรู้วิธีชวนคนให้เข้ามาเรียนข้อความบนป้ายผ้า แล้วจึงขอให้คนมาเยี่ยมบูธสนับสนุนเข็มกลัดเพื่อเอาเงินไปสนับสนุนการปลูกกล้วยที่ดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ (ซึ่งเป็นการปลูกป่าที่น่าสนใจ เพราะกล้วยนำมาซึ่งความชุ่มชื้น ดึงดูดนกและเอื้อให้ต้นไม่้อื่นขึ้นงอกงามต่อไป) โดยสัญญากับคนซื้อเข็มกลัดว่าเมื่อปลูกกล้วยแล้วจะอีเมล์รูปส่งกลับไปให้ดู เพื่อให้ทุกๆ คนที่จ่ายสตางค์ได้เห็นผลว่าเงินเล็กน้อยที่แต่ละคนสละให้ ทำให้เกิดผลดีอะไรบ้าง)

ในส่วนของบทเรียน ที่ได้รับจากการทำกิจกรรมในครั้งนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะน้องๆ ทุกคนได้เรียนรู้ว่าคิดอะไรก็คิดได้ แต่พอลงมือทำ มันไม่ง่ายแบบนั้น และต้องคอยปรับเปลี่ยนแผน น้องๆ เรียนรู้ที่จะทำงานกันเป็นทีม เห็นความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนต้องพยายามหาวิธีสื่อสารกับบุคคลที่อยากจะชักชวนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับตนเองให้ได้

แต่ละปัญหานำมาซึ่งโจทย์ที่เด็กๆ ได้ฝึกคิดว่าแก้อย่างไร แต่ละสถานการณ์เป็นบททดสอบที่น้องๆ ได้ถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร ทั้งคำพูดที่ชวนให้ท้อใจ “บ้าหรือเปล่า ชวนคนมาแต่งงานกับต้นไม้” หรือ “จะปลูกป่ากันไปทำไมในเมื่อเดี๋ยวโลกก็แตกแล้ว” แต่ละอุปสรรคก็ย่ิงทำให้น้องๆ ฮึดสู้ และพยายามมากขึ้นไปอีก

ตลอดทั้งงานกับสี่กิจกรรมเด็กๆ ขายเข็มกลัดไป 160 อัน ได้เงิน 2,720 บาท มีคนทิ้งอีเมล์ไว้ประมาณ 200 คน คาดว่ามีคนเดินเข้ามาคุย มาเขียนป้ายผ้าประมาณ 200 คน ในบูธเมล็ดพันธ์คนกล้ามีคนมาคุย มาทิ้งข้อความทิ้งไอเดียดูแลโลกไว้ประมาณ 350 คน บูธแต่งงานกับต้นไม้มีคนจดทะเบียน 78 คน ได้เงินบริจาค 3,400 บาท บูธไอติมขายและแจกไอติมไป 400 โคน ได้เงิน 1,105 บาท โดยประมาณ มีคนเข้าร่วมกิจกรรมกับน้องๆ กว่า 30 ชีวิต ทั้งสี่บูธประมาณ 1,300 คน

ข้อสุดท้ายที่เด็กๆ ทิ้งท้ายไว้ คือ “ผมว่าทุกคนรู้ครับว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่อยู่ใครจะเลือกทำอะไร หรือไม่เท่านั้นเอง” หรือ “คนทั่วไปที่มางานของเรารู้คะว่าเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควรจะทำอะไร แต่อยู่ที่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ”

กิจกรรมในวัน Greenday เป็นแค่การลองสนามของน้องๆ ในโครงการ BEgreen BEtrend2 ซึ่งจะนำริเร่ิมโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมในแบบของตัวเองต่อไป และลงมือทำตลอดปี 2552 นี้ภายใต้การสนับสนุนของ BEtrend a day และ Youth Venture แค่เร่ิมต้นก็น่าติดตาม เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่ทำง่าย แต่ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเร่ิมจากคนหนึ่งคน เร่ิมจากข้างใน เร่ิมจากความคิดและความตั้งใจดีๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: